| ดูคาติ Diavel สร้างปรากฎการณ์ในรูปแบบใหม่ในตลาดรถกลุ่ม Sport Cruiser ทั้งทางด้านดีไซน์ ด้านวิศวกรรม ความลงตัวของเทคโนโลยีและศิลป์ ถ่ายทอดความเร้าใจในประสิทธิภาพด้านการขับขี่ พลังเครื่องยนต์อันมหาศาล ทุกอย่างลงตัวอยู่ใน "Diavel" |
| หัวใจสำคัญของ Divel คือเครื่องยนต์ Ducati Testastretta 11° ที่พัฒนาจากเครื่องยนต์ของ Superbike 1198 โดยปรับปรุงให้ตอบสนองทุกการขับขี่ เป็นสมดุลที่ลงตัวระหว่างเครื่องยนต์สมรรถนะสูงและการขับขี่ที่สนุกสนาน |
| ระบบคายไอเสียใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 มม. จัดวางการส่งต่อไอเสียแบบ 2-1-2 พร้อมระบบวาล์วควบคุมแรงดันไอเสียในท่อร่วมไอเสียทำให้การแรงดันของไอเสียสมดุลกับรอบเครื่องยนต์ พร้อมด้วยระบบควบคุมไอเสียแคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ มาตรฐาน Euro 3 เบรกหลังใช้ขนาดจาน 265 มม. แม่ปั๊มหลักแบบ 2 ลูกสูบจาก Brembo |
| หน้าจอแสดงโหมดการขับขี่บนถังน้ำมัน โดยทั้งสองส่วนใช้โหมดแสดงผลแบบ TFT ให้ความคมชัดและสีสันถึง 16.7 ล้านสี โดยเฉพาะหน้าจอที่เรือนไมล์นั้นใช้เวลาละสายตาเพื่อดูหน้าจอระหว่างการขับขี่สั้นมาก สัญญาลักษณ์ต่างๆเข้าใจง่าย |
| สวิชต์ปุ่มควบคุมออกแบบให้กระชับมือให้ความมั่นใจในการใช้งานและเรียนรู้ได้ง่ายโดยปุ่มแต่ละปุ่มจะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Engine On / Off, ปุ่มควบคุมไฟเลี้ยว ซ้าย-ขวา และปุ่มควบคุมโหมดการขับขี่ |
| ตำแหน่งแฮนด์บาร์เมื่อมองจากด้านหน้าไม่มีสิ่งใดบดบังมุมมองของผู้ขับขี่ |
| ชุดไฟท้าย Diavel ใช้ไฟท้าย-ไฟเบรก-ไฟเลี้ยวแบบ LED สองแถวเรียงตัวในแนวดิ่งโค้งมนเข้ากับด้านท้ายตัวรถให้แสงสว่างและมุมมองตัดกับโทนดำของตัวรถทำให้รถอื่นๆมองเห็นเด่นชัด และทำให้มุมมองด้านท้ายสวยงามโล่งโปร่งสายตา เช่นเดียวกับไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกวางอยู่ริมขอบแผงหม้อน้ำทั้งสองข้างให้สัญญานไฟเห็นเด่นชัดและเข้ารูปกับตัวรถ |
| แผงระบายความร้อนไว้ที่ด้านข้างของตัวรถทั้งสองด้านพร้อมพัดลมระบายความร้อน |
| ผู้ขับขี่ที่สูงตั้งแต่ 165 ซม.ขึ้นไปสามารถยืนค้ำตัวรถได้เต็มเท้าทั้งสองข้างเสริมความมั่นใจยามขับขี่ |
DUCATI DIAVEL ปี 2012
พลังแฝงของรูปทรงและสไตล์
ดูคาติ Diavelถูกแสดงครั้งแรกในงาน มิลานอินเตอร์เนชั่นเนลมอเตอร์โชว์ ปี 2010 ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจกับรูปลักษณ์ใหม่กับนักบิดทั่วโลก และตอกย้ำความประทับใจด้วยรางวัลต่างๆ และเป็นหนึ่งในโมเดลที่มียอดขายสูงสุด
ดูคาติ Diavelสร้างปรากฎการณ์ในรูปแบบใหม่ในตลาดรถกลุ่ม Sport Cruiser ทั้งทางด้านดีไซน์ ด้านวิศวกรรม ความลงตัวของเทคโนโลยีและศิลป์ ถ่ายทอดความเร้าใจในประสิทธิภาพด้านการขับขี่ พลังเครื่องยนต์อันมหาศาล ทุกอย่างลงตัวอยู่ใน "Diavel"
ตัวรถ Diavelถูกออกแบบและผลิตขึ้นตามแนวคิดความลงตัวของน้ำหนักที่เบา ให้พลังสูง ควบคุมง่าย เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ ด้วยความสะดวกสบาย ด้วยเทคโนโลยี่ทันสมัยเช่นระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล๊อกตายเมื่อใช้เบรกอย่างกระทันหันหรือแรงเกินไป ระบบ DTC หรือ Ducati Traction Control ช่วยผู้ขับขี่ควบคุมการถ่ายทอดกำลังผ่านล้อหลังอย่างมั่นใจ มั่นคงด้วยดีไซน์ ให้พลังเหลือเฟือจากเครื่องยนต์ 162 แรงม้ากับน้ำหนักตัว 207 กก. ยางหลังขนาด 240 มม. ซีรีส์ใหม่สำหรับเติมเต็มให้การขับขี่ในโค้งทำได้อย่างง่ายดาย เสริมบุคลิกความทันสมัย ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอิเลคทรอนิกส์มากมาย และสามารถต่อเติมไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้ตามใจจากอุปกรณ์เสริมของ Ducati Performance
Ducati Diavelมีเลือก 4 เวอร์ชั่นตั้งแต่เวอร์ชั่นมาตรฐาน ตามด้วย Diavel Carbon ซึ่งเพิ่มเติมลักษณะเฉพาะด้วยวัสุดคาร์บอนไฟเบอร์ หรือจะเลือกเวอร์ชั่นสไตล์หรูหราระดับกับ DiavelCromoและพิเศษสุดกับเวอร์ชั่นDiavel AMG บรรจุชิ้นส่วนพิเศษจากสำนักแต่งชื่อดังก้องโลกอย่าง AMG
Basic instincts
จินตนาการจากสัญชาติญาณดิบ โปรเจ็คเริ่มต้นของ Diavelเริ่มต้นเมื่อนักออกแบบของ Ducati ใส่ความต้องการส่วนลึกในสัญชาติญานดิบของตัวเองแล้ววาดมันลงในกระดาษ กับคำถาม "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า" เรามีวิธีการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ในฝัน ซึ่งพวกเราก็ได้สเก็ตมันออกมาในรถแบบLong and Low
"ความท้าทายในการสร้างเครื่องยนต์ที่แสดงให้เห็นพลังที่ดุดันน่าเกรงขามกับให้พบความละเมียดละไมบนสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและผลสรุปที่ได้คือส่วนหน้าที่ดูแข็งแรงดุดัน" ทีมดีไซน์ผู้รับผิดชอบโครงการได้อธิบายถึงดีไซน์ของโปรเจ็คDiavel "ส่วนล้อหน้าจะต้องอยู่ชิดกับตัวรถและทำให้ส่วนท้ายสั้นเหมือนรถสปอร์ต ซึ่งทำให้เราได้รถสไตล์ Muscular ที่กลมกลืนกับดีไซน์โครงสร้างเชสซีหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของเราอย่างลงตัว"
หากการแสดงออกที่โกรธเกรี้ยวเป็นความน่าเกรงขามรุ่นStreetfighterการแสดงออกของ Diavelก็คือท่าทางของความองอาจ และแสดงความมั่นใจที่เหนือกว่า ด้วยแผงหม้อน้ำระบายความร้อนเหมือนหน้าอกที่พึ่งพายและช่วงไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผสมกับเอวที่ขอดกิ่ว(บริเวณเบาะนั่ง) รับแผงออยล์คูลเลอร์ด้านหน้าที่เหมือนกล้ามหน้าท้องที่แข็งแกร่งเสริมด้วยเส้นสายโครงร่างที่สวยงาม
ยางหลังขนาด 240 มม.เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งสำหรับการออกแบบโดยไม่ยอมให้มันเป็นข้อจำกัดในการออกแบบ โดยทีม R&D พยายามที่จะหาหนทางที่จะใช้มันให้ได้แม้จะรู้ว่าภาพร่างที่เขาส่งให้จะสร้างแรงสะเทือนให้วงการมอเตอร์ไซค์ก็ตามที่
ปรัชญาของ Ducati สำหรับการสร้างนวัตกรรมนั้นขยายขอบเขตของการออกแบบรถจักรยานยนต์ไห้ตื่นเต้นได้ตลอดมา และ Diavelคือ Ducati แท้ๆที่เกิดจากความต้องการออกแบบรถจักรยานยนต์เพื่อแสดงประสิทธิภาพความเป็น Ducati ในทุกๆการตอบสนอง
ชื่อเรียกขานนาม "Diavel"
คำว่า"Diavel" นั้นได้แรงบันดาลใจจากภาษาท้องถิ่น Bolognese ของอิตาลี่มีความหมายเท่ากับคำว่า "devil" หรือ"ปีศาจ"วันหนึ่งในช่วงแรกๆของการพัฒนารถ ระหว่างที่กลุ่มวิศวกรและดีไซน์เนอร์กำลังประกอบรถต้นแบบเต็มคันเป็นครั้งแรก ใครคนหนึ่งพูดขึ้นหลังจากที่เห็นภาพเงาดำจากด้านหลังของตัวรถด้วยสำเนียงBolognese ว่า "Ignuràntcomm' al diavel!" ซึ่งมีความหมายว่า "ปีศาจ,มันดูเป็นปีศาจชัดๆ" ซึ่งเช่นเดียวกับที่มาของรถในตระกูล "Monster" เมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ ชื่อ Diavelก็มีทีมาจากสำเนียงในภาษา Bolognese ซึ่งยังคงถ่ายทอดวิธีการกำหนดนามเรียกขานแก่รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ตามประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของโรงงาน
ความสะดวกสบายทั้งผู้ขับขี่และซ้อนท้าย
เบาะนั่งของ Diavelเป็นแบบ Twin-Level ที่กว้างขวางนั่งสบายและได้รูปทรงที่สวยงามของเส้นสายเข้ากับตัวรถ และด้วยความสูงเบาะส่วนผู้ขับขี่ที่ 770 มม. เป็นหนึ่งในรถรุ่นที่มีเบาะนั่งต่ำที่สุดของ Ducatiนอกจากเบาะนั่งแล้วในโครงสร้างหลักที่ต่ำและการปรับน้ำหนักให้อยู่ที่ 207 กก.(สำหรับเวอร์ชั่นDiavel Carbon) ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความรู้สึกเต็มสองเท้า ด้วยท่าทางที่มั่นใจในการควบคุมรถ นอกจากได้ความสวยงามเข้ากับตัวรถแล้ว การถอดฝาครอบเบาะท้ายที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ยังทำได้อย่างง่ายดายยามมีผู้ซ้อนท้ายที่จะรู้สึกสบายจากพักเท้าหลังแบบ T-bar ที่ผลิตจากวัสดุอลูมิเนี่ยมอะโนไดซ์สีดำที่พับเก็บซ้อนได้ใต้ซัปเฟรมหลัง พร้อมกลับหูจับท้ายใต้เบาะนั่งซึ่งเก็บซ้อนใต้เบาะและดึงได้ยามใช้งาน ช่วยให้ผู้ซ้อนท้ายมั่นใจมากขึ้นในการเดินทาง
ระบบส่องสว่าง
ชุดไฟหน้าของ Diavelแบบแยกส่วนไฟสูงไฟต่ำโคมสะท้อนแสงแบบมัลติรีเฟร็คเตอร์ พร้อมไฟแสดงตำแหน่งคาดกลางแบบ LED กรอบโคมไฟหน้าเป็นวัสดุอลูมิเนี่ยมทั้งชิ้น ให้แสงสว่างและมุมแสงที่มองเห็นได้ชัดตามมาตรฐานยุโรป
ชุดไฟท้าย Diavelใช้ไฟท้าย-ไฟเบรก-ไฟเลี้ยวแบบ LED สองแถวเรียงตัวในแนวดิ่งโค้งมนเข้ากับด้านท้ายตัวรถให้แสงสว่างและมุมมองตัดกับโทนดำของตัวรถทำให้รถอื่นๆมองเห็นเด่นชัด และทำให้มุมมองด้านท้ายสวยงามโล่งโปร่งสายตา เช่นเดียวกับไฟเลี้ยวด้านหน้าถูกวางอยู่ริมขอบแผงหม้อน้ำทั้งสองข้างให้สัญญานไฟเห็นเด่นชัดและเข้ารูปกับตัวรถ
ชุดแผ่นติดป้ายทะเบียนพร้อมไฟส่องป้ายฉีกแนว
อุปกรณ์สำหรับติดแผ่นป้ายทะเบียนของ Diavelโดยโครงยึดแผ่นป้ายยึดติดปลายสุดของชุดสวิงอาร์ม ดีไซน์แบบเทรลลิสเฟรมรับกันอย่างลงตัวสะท้อนถึงความเป็นดูคาติ ส่วนตัวแท่นยึดแผ่นป้ายออกแบบให้เป็นบังโคลนล้อหลังรับกับขนาดยาง 240มม. เสริมความงามด้วยชุดไฟส่องป้ายทะเบียนแบบ LED ที่เก็บซ้อนสายไฟมาเป็นอย่างดีเสริมสไตล์ของตัวรถให้ดุดันแบบ Dragster เต็มพิกัด
ถังน้ำมันและช่องดักอากาศ
ถังน้ำมันของ Diavelมีขนาดความจุ 17 ลิตร แสดงถึงสไตล์โดยรวมของตัวรถ เส้นสายแบบไร้รอยต่อของถังน้ำมันเริ่มต้นจากแผงไฟหน้าลาดยาวจรดเบาะนั่งและซับเฟรมหลัง จุดเด่นอีกจุดหนึ่งคือหน้าจอแบบความละเอียดสูงที่ถูกติดตั้งอยู่บนส่วนบนของถังน้ำมัน ขณะเดียวกันด้านข้างซ้ายและขวาของตัวถังนั้นคือท่อดักอากาศขนาดใหญ่เพื่อส่งอากาศจำนวนมากเข้าสู่หม้อกรองอากาศเป็นช่องหายใจของเครื่องยนต์ Testastretta11° ให้กำลังขนาด 162 แรงม้าได้ทำงานตามหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่
อุปกรณ์และการควบคุม
สัดส่วนของตัวรถเน้นการควบคุมรถที่ให้ความรู้สึกสะดวกสบายเป็นหลักแฮนเดิ้ลบาร์หน้า มุมวางแขนกว้าง มีมุมรับกับข้อมือและช่วงแขน ทำจากอลูมิเนี่ยมทรงโคนให้ช่วงการควบคุมสวิชต์ต่างๆจากนิ้วมือได้อย่างดี มือเบรกและคลัชต์เป็นแบบไฮโดรลิกส์ชุดมาสเตอร์ของ Brembo ชุดกระจกส่องหลังเป็นอลูมิเนี่ยมหล่อขึ้นรูป จัดวางในมุมที่ไม่บดบังทัศนวิสัยการขับขี่ด้านหน้าและมองเห็นได้รวดเร็วที่ด้านหลังสวิชต์ปุ่มควบคุมออกแบบให้กระชับมือให้ความมั่นใจในการใช้งานและเรียนรู้ได้ง่ายโดยปุ่มแต่ละปุ่มจะมีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Engine On / Off, ปุ่มควบคุมไฟเลี้ยว ซ้าย-ขวา และปุ่มควบคุมโหมดการขับขี่ ทุกอย่างมีการใช้งานเด่นชัด ส่วนหน้าจอ Display แบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนของเรือนไมล์ และหน้าจอแสดงโหมดการขับขี่บนถังน้ำมัน โดยทั้งสองส่วนใช้โหมดแสดงผลแบบ TFT ให้ความคมชัดและสีสันถึง 16.7 ล้านสี โดยเฉพาะหน้าจอที่เรือนไมล์นั้นใช้เวลาละสายตาเพื่อดูหน้าจอระหว่างการขับขี่สั้นมาก สัญญลักษณ์ต่างๆเข้าใจง่าย
ลวดลายและสีสัน
Diavel จะมีสีดำไดมอนด์แบล็ค ซึ่งตัวเฟรมจะเป็นสีดำและใช้ล้อสีดำล้วน ส่วน Diavel Carbon Red จะเป็นเส้นแถบสีแดงบนถังน้ำมันและฝาครอบรุ่น โดยล้อจะเป็นForged Aluminum สีดำกัดลายโชว์เนื้ออลูมิเนี่ยม เน้นเส้นสายเสริมความโดดเด่นบนตัวรถ ส่วน DiavelCromo เน้นโทนสีเงิน-ดำ ชุดครอบถังน้ำมันสีเงินโลหะโลโก้ Ducati ย้อนประวัติศาสตร์ และรุ่น Diavel AMG นั้นเป็นเวอร์ชั่นพิเศษสร้างชิ้นส่วนพิเศษงานคาร์บอนไฟเบอร์จากสำนักแต่งชื่อก้องโลก AMG สีเฟรม "ไดมอนด์ ไวท์-ไบร์ท" ตัดโทนดำของตัวรถและล้อแม็กห้าก้านดีไซน์พิเศษ
Diavel Performance
ประสิทธิภาพจากเครื่องยนต์ Testastretta 11°
พร้อมสำหรับอารมณ์ขับขี่สนุกและเดินทางไกล
หัวใจสำคัญของ Diavel คือเครื่องยนต์ Ducati Testastretta 11° ที่พัฒนาจากเครื่องยนต์ของ Superbike1198 โดยปรับปรุงให้ตอบสนองทุกการขับขี่ เป็นสมดุลที่ลงตัวระหว่างเครื่องยนต์สมรรถนะสูงและการขับขี่ที่สนุกสนาน
ด้วยพลังขนาด 162 แรงม้าและแรงบิดขนาด 13 กก.ม. โดยระบบ Testastretta 11° ใช้กลไกเปิด-ปิดวาล์วแบบ Desmodromic แต่ลดมุมโอเวอร์แล็ปจาก 41° เหลือ 11° ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้นุ่มนวลเน้นกำลังแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ รอบกำลังบิดกว้างขึ้น และมีฟิลลิ่งการตอบสนองเครื่องจะควบคุมง่ายโดยเครื่องยนต์ชุดนี้ถูกพัฒนาใช้ครั้งแรกกับ Ducati Multistrada 1200 โดยปรับปรุงจากเครื่องยนต์ของ Superbike 1198 นอกจากนี้การใช้ระบบควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อแบบ Ride By Wire หรือลิ้นปีกผีเสื้อที่ควบคุมด้วยระบบฟูลอิเลคทรอนิค ทำให้การตอบสนองเครื่องยนต์แม่นยำและช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดค่ามลพิษมากกว่า
ระบบคายไอเสียใช้ท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 มม. จัดวางการส่งต่อไอเสียแบบ 2-1-2 พร้อมระบบวาล์วควบคุมแรงดันไอเสียในท่อร่วมไอเสียทำให้การแรงดันของไอเสียสมดุลกับรอบเครื่องยนต์ พร้อมด้วยระบบควบคุมไอเสียแคตตาไลติกคอนเวอร์เตอร์ มาตรฐาน Euro 3 ด้านการระบายความร้อน Diavelใช้ปั๊มน้ำระบายความร้อนขนาดใบพัด 64 มม. ช่วยเพิ่มอัตราไหลของระบบหล่อเย็นได้มากกว่าเดิมถึง 35% ในขณะใช้รอบสูง เมื่อรวมกับดีไซน์ชุดแผงหม้อน้ำที่ครอบด้วยชุดดักอากาศทำให้ อุณหภูมิเครื่องยนต์มีสภาพพร้อมให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้ตลอดเวลา
ระบบเกียร์ของ Diavelถูกออกแบบใหม่เพื่อรองรับการถ่ายทอดกำลังไปยังยางหลังขนาด 240 มม.โดยเฉพาะ ระบบตัดต่อกำลังเป็นคลัชต์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกันโดยมีสถานะเป็น Slipper คลัชต์ในตัว ซึ่งทำงานโดยแรงขับที่ส่งผ่านตัวชุดคลัชต์หากแรงกระทำเป็นแบบ Negative หรือแรงบิดย้อนกลับ(เช่นการลดเกียร์อย่างรวดเร็ว)มากเกินค่าหนึ่งตัวคลัชต์ก็จะลดแรงกดของสปริงกดคลัชต์เพื่อลดการส่งแรงกระชากที่เกิดกับล้อหลังให้น้อยลง และจะกลับมาเป็นปกติเมื่อกำลังที่ส่งผ่านชุดคลัชต์กลับมาเป็น Positive หรือเมื่ออัพเกียร์ใช้อัตราเร่ง, หรือเมื่อความเร็วเครื่องยนต์สมดุลกับอัตราทดปัจจุบัน และด้วยการปรับปรุงระบบการส่งกำลังดังกล่าวทำให้การตอบสนองต่อการขับขี่ได้อย่างเฉียบคมแม่นยำและปลอดภัยต่อการใช้งานบนท้องถนน
ระยะการซ่อมบำรุงใหม่ที่ 24,000 กม.
ด้วยการปรับปรุงการออกแบบเครื่องยนต์ Testastretta 11° พร้อมคัดเลือกวัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีการผลิตระดับสูงทำให้ระยะการเข้ารับการบริการใหญ่ เช่นเข้าตรวจเช็คระยะห่างวาวล์ไอดี-ไอเสียถูกยืดออกไปเป็น 24,000 กิโลเมตร
เฟรมและโครงสร้างหลัก
ตัวเฟรมหลักของ Diavelยังคงเอกลักษณ์แบบสเปซเฟรมแบบ Trellis Frame โดยมีการออกแบบเพิ่มขนาดท่อเฟรมโครโมลี่ ส่วนซับเฟรมท้ายเป็นอลูมิเนี่ยมหล่อขึ้นรูป สามารถรองรับแรงบิดมหาศาลของเครื่องยนต์ได้อย่างดี น้ำหนักเบา กระทัดรัด,ด้านท้ายอุปกรณ์ประกอบอื่นๆเช่นแผ่นรองป้ายทะเบียนและบังโคลนล้อหลังและวัสดุภายในส่วนท้ายผลิตจากวัสดุComplex Technopolymerคุณภาพสูง ส่วนสวิงอาร์มหลังแบบซิงเกิ้ลไซด์สวิงอาร์มเป็นอลูมิเนี่ยมฉีดขึ้นรูปให้ฟิลการขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยระยะฐานล้อ 1,590 มม. รองรับมุมเอียงเข้าโค้งได้ถึง 41° จากแนวดิ่ง
ระบบกันสะเทือน
Diavelเบสเวอร์ชั่นจะมาพร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ(USD) ขนาด 50 มม. ของ Mazocchiสามารถปรับสปริงพรีโหลด - อัตรายุบตัวและคืนตัวได้อิสระ พร้อมกับชุดยึดแกนโช๊คอัพด้านล่างแบบอลูมิเนี่ยมหล่อขึ้นรูปกับแกนแผงคอแบบ Triple-Clamp ตัวยึดแนวเฉียง ส่วนด้านบนแผงคอเป็นอลูมิเนี่ยมหล่อขึ้นรูป ติดตั้งพร้อมชุดลดแรงสะเทือน Rubber-Mounted ที่ตุ๊กตาแฮนด์ ส่วนแฮนด์เป็นโลหะอลูมิเนี่ยมอัลลอยด์ท่อทรงโคน ชุดกันสะเทือนหน้าให้มุมชัน 28° และระยะเทลล้อที่ 130 มม. ระยะออฟเซ็ทแกนดุมล้อกับมุมชันตกกระทบที่ 24 มม. ให้มุมหักเลี้ยวซ้าย-ขวาด้านละ 35° (รวม 70°) ส่วน DiavelCabonใช้โช๊คหน้ารุ่นเดียวกันแต่เคลือบสาร Low-Friction Diamond-Like Carbon (DLC) สีดำ
ระบบกันสะเทือนหลังทั้ง 2 เวอร์ชั่นใช้ของ Sachs ตัวกระบอกโช๊คอัพวางแนวนอนใต้ส่วนท้ายห้องเกียร์ทำงานด้วยกระทบแรงแบบก้าวหน้าแบบ Pull-Rod Linkage กับซิงเกิ้ลไซด์สวิงอาร์ม ปรับตั้งอัตราหน่วงการยุบตัวและคืนตัวได้ ส่วนสปริงพรีโหลดสามารถปรับตั้งได้ด้วยมืออย่างง่ายดาย
ล้อ-ยาง บ่งบอกว่าในโค้งไม่แพ้ใคร
ล้อของ Diavelเป็นอลูมิเนี่ยมแบบ 14 ก้านขนาดล้อหน้า 3.5 x 17 นิ้ว ส่วนล้อหลังทรงเดียวกันเน้นความแข็งแรงทางโครงสร้าง น้ำหนักเบาขนาด 8 x 17 นิ้วส่วนรุ่น Diavel Carbonใช้ล้อ Forged Aluminum จากMarchesini ผลิตเป็นพิเศษด้วยการใช้เครื่องจักรมาแต่งลวดลายบนล้อให้ดูน่าสวยงามและมีน้ำหนักเบากว่าปกติ 2.5 กก. สำหรับยางทีมออกแบบและพัฒนา Diavel ได้ทำงานร่วมกับ Pirelli จนได้ยางซีรีส์ Diablo Rosso II โดยยางหน้าใช้ขนาด 120/70 17 ที่ดีไซน์มาเป็นพิเศษให้การเกาะถนนสูงสุดสำหรับถนนเปียก ส่วนยางหลังใช้ขนาด 240/45 17 ซึ่งเป็นยางแบบพิเศษที่สร้างขึ้นมาสำหรับ Diavel ช่วยให้การผู้ขับขี่สามารถได้อารมณ์ตอบสนองแบบสปอร์ตมากกว่าที่ใครจะคิด
เนื้อยางจาก Pirelli โดยเฉพาะล้อหลังใช้เทคโนโลยี่การออกแบบส่วนผสมแบบ Bi-Compund เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนมากที่สุดเมื่อเอียงรถเข้าโค้งและมีอายุการใช้งานยาวนานรับกับแรงบิดแรงกระชากตัวของเครื่องยนต์ได้อย่างเหมาะสมด้วยเทคนิค (EPT) ให้หน้าสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนเป็นไปอย่างสมดุดทุกมุมเอียงของรถ นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานในทุกสภาพอากาศโดยเฉพาะเมื่อถนนเปียกหรือขับขี่กลางฝน
ในการออกแบบยางหลังให้กับ Diavel ชุดนี้วิศวกรของ Pirelli ต้องทำงานคู่ขนานไปกับการดีไซน์ตัวรถของทีมวิศวกรของ Ducati เพื่อโครงสร้างหลักและยางทำงานสอดคล้องกันได้อย่างลงตัวที่สุดจนอาจจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนกฏการออกแบบสำหรับรถคลาสนี้ไปเลย
ระบบเบรกหลัก Brembo + ABS ของ Bosch
ระบบเบรกหน้าของ Diavelทุกเวอร์ชั่นใช้ปั๊มเบรก Bremboแบบ Monoblocแบบ 4 ลูกสูบเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมแม่ปั๊มเบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ออกแบบ เรือนกระปุกน้ำมันเบรกอลูมิเนี่ยมให้เสมือนเป็นชิ้นเดียวกันกับตัวแม่ปั๊ม ทำงานร่วมกับจานเบรกหน้าแบบทวินดิสก์ขนาดจาน 320 มม. แบบเซมิโฟล์ทติ้งดิสก์ ส่วนเบรกหลังใช้ขนาดจาน 265 มม. แม่ปั๊มหลักแบบ 2 ลูกสูบจาก Bremboเช่นกัน ในเวอร์ชั่นDiavel Carbon แผ่นยึดจานเบรกออกแบบเซาะร่องโชว์เนื้อโลหะตัดกับสีดำของแผ่นยึดจานเบรก เมื่อเทียบคุณภาพแล้วระบบเบรกของ Ducati Diavelถือว่ามีมาตรฐานสูงสุดในตลาดเมื่อเทียบกับรถประเภทเดียวกัน
ระบบ ABS ป้องกันล้อล๊อกตายเป็นระบบใหม่ล่าสุดที่ Bremboและ Bosch ได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี่ร่วมกัน เมื่อรวมกับการใช้ยางแบบเนื้อผสม Enhanced Patch Technology (EPT) จาก Pirelli แล้วทำให้ภาพรวมของระบบเบรกของ Diavelมีประสิทธิภาพสูงสุดเทียบเท่ากับรุ่นท๊อปของ Ducati Superbike
เทคโนโลยีใน Diavel
แผงระบายความร้อนด้านข้างตัวรถ
เพื่อให้ตัวรถดูสะอาดตามากที่สุด การแก้ปัญหาโดยใช้เทคนิคชั้นสูงด้วยการออกแบบแผงระบายความร้อนไว้ที่ด้านข้างของตัวรถทั้งสองด้านพร้อมพัดลมระบายความร้อน โดยการดีไซน์แบบนี้จะใช้หลักอากาศพลศาสตร์มาช่วยดึงเอาความร้อนออกจากแผงหม้อน้ำขณะที่มีพัดลมไฟฟ้ามาช่วยทำงานในกรณีที่วิ่งความเร็วต่ำ ทั้งหมดนี้เป็นการผสานระหว่างรูปลักษณ์และประสิทธิภาพการใช้งานให้ได้ประโยชน์สูงสุด
หน้าปัดแยกส่วนการแสดงผล
ผลงานระดับ Masterpiece ที่น่าทึ่งบน Ducati Diavelคือเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ LCD แบบแยกส่วนการแสดงข้อมูลโดยแบ่งตามลำดับความสำคัญต่อการขับขี่ โดยจอแสดงผลที่หน้าปัด จะแสดงสัญญาลักษณ์ไฟเตือนต่างๆเช่นไฟเลี้ยว, ไฟสูง, ไฟเตือนเครื่องยนต์ - น้ำมันเชื้อเพลิง - น้ำมันเครื่อง - แสดงเวลา - อุณหภูมิ ส่วนจอแสดงผลด้านล่างบนถังน้ำมันใช้เทคโนโลยี TFT (Thin Film Transistorซึ่งเป็นเทคนิคของจอแสดงผลสำหรับโมบายโฟน และมอนิเตอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ) แสดงผลในโหมด 16.7 ล้านสีพร้อมปรับค่าความเข้มตามระดับแสงสว่างในขณะใช้งานโดยอัตโนมัติโดยการเปลี่ยนโทนสีของ Background เป็นสีขาวยามกลางวันและสีดำยามกลางคืนหรือแสงน้อย แสดงโหมดการขับขี่ที่เลือกไว้ พร้อมทั้งแสดงโหมดการทำงานของ ระบบ DTC และ Ride-by-Wireกรณีที่ผู้ใช้งานมีการปรับตั้ง ซึ่ง Diavelเป็นรถรุ่นแรกในโลกที่ใช้จอ TFT ในการแสดงผล
ระบบกุญแจอิเลคทรอนิก
ระบบกุญแจของ Diavelเป็นกุญแจอิเลคทรอนิกเพียงผู้ขับขี่มีกุญแจและอยู่ใกล้ตัวรถในระยะ 2 เมตร ระบบในตัวรถเช็ครหัสกุญแจโดยอัตโนมัติ ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องและเปิดระบบฟังก์ชั่นต่างๆบนตัวรถได้ การสตาร์ทเครื่องยนต์เพียงกดปุ่มบนกุญแจ ONกดสวิชต์แฮนด์ขวา (Ignition) ไปที่ตำแหน่ง ON และกดสตาร์ทเครื่องยนต์ กุญแจอิเลคทรอนิกภายในประกอบด้วยวงจรที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ ส่วนภายนอกตัวดอกตัวกุญแจเป็นแบบพับเก็บสำหรับเปิดฝาถังน้ำมันและเบาะนั่ง เมื่อต้องการจอดรถโดยให้ระบบล๊อกรถทำงาน กดปุ่ม Ingitionในเป็น Off จากนั้นหักคอรถให้สุดด้านซ้ายหรือด้านขวา ตามด้วยการกดปุ่ม Ignition-Off ครั้งที่ 2 ระบบจะทำการล๊อกคอให้อัตโนมัติ
ระบบ Ride-By-Wire (RbW)
ระบบเปิด-ปิดลิ้นปีกผีเสื้อที่ควบคุมด้วยอิเลคทรอนิกจะเป็นส่วนที่เชื่อมการใช้คันเร่งของผู้ขับขี่กับเครื่องยนต์ โดยจะตอบสนองการทำงานกับคันเร่งและโหมดการขับขี่( 3 โหมด) ที่ผู้ขับขี่ได้เลือกไว้ ระบบ Ride-By-Wire จะไม่มีสายสลิงจากคันเร่งไปควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อโดยตรงอีกต่อไป แต่จะส่งสัญญานไปยังชุด ECU เพื่อประมวลผลและสั่งการเปิด-ปิดลิ้นปีกผีเสื้อในระดับที่เหมาะสมโดยตัวระบบนี้มี Mapping แผนการทำงานล่วงหน้าอยู่ 3 แบบ เช่นโหมด Sport และโหมด Touring เครื่องยนต์จะให้แรงม้าเต็มที่ 162 แรงม้า และ 100 แรงม้าสำหรับการขับขี่ในโหมด Urban สำหรับการขับขี่ในเมืองหรือย่านจราจรหนาแน่น
| ชุดไฟหน้าของ Diavel แบบแยกส่วนไฟสูงไฟต่ำโคมสะท้อนแสงแบบมัลติรีเฟร็คเตอร์ พร้อมไฟแสดงตำแหน่งคาดกลางแบบ LED กรอบโคมไฟหน้าเป็นวัสดุอลูมิเนี่ยมทั้งชิ้น ให้แสงสว่างและมุมแสงที่มองเห็นได้ชัดตามมาตรฐานยุโรป | ระบบเบรกหน้าของ Diavel ทุกเวอร์ชั่นใช้ปั๊มเบรก Brembo แบบ Monobloc แบบ 4 ลูกสูบเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมแม่ปั๊มเบรกแบบเรเดียลเมาท์ที่ออกแบบ เรือนกระปุกน้ำมันเบรกอลูมิเนี่ยมให้เสมือนเป็นชิ้นเดียวกันกับตัวแม่ปั๊ม ทำงานร่วมกับจานเบรกหน้าแบบทวินดิสก์ขนาดจาน 320 มม. แบบเซมิโฟล์ทติ้งดิสก์ |
| ชุดวาล์วปรับแรงดันไอเสียแบบแปรผัน ช่วงให้กำลังในรอบต่ำควบคุมได้ง่าย และเีรียกกำลังได้เร็วในรูปกลาง | เบาะนั่งของ Diavel เป็นแบบ Twin-Level ที่กว้างขวางนั่งสบายและได้รูปทรงที่สวยงามของเส้นสายเข้ากับตัวรถ และด้วยความสูงเบาะส่วนผู้ขับขี่ที่ 770 มม. เป็นหนึ่งในรถรุ่นที่มีเบาะนั่งต่ำที่สุดของ Ducati |
| มุมมองผ่านค๊อกพิทด้านหลังแสดงให้เห็นมุมมองการขับขี่ที่่กว้าง ตำแหน่งกระจกส่องหลังอยู่ใกล้เคียงตำแหน่งการมองขณะขับขี่ ทำให้ละสายตาจากถนนใช้เวลาน้อยที่สุด | โครงยึคแผ่นป้ายยึดติดปลายสุดของชุดสวิงอาร์ม ดีไซน์แบบเทรลลิสเฟรมรับกันอย่างลงตัวสะท้อนถึงความเป็นดูคาติ ส่วนตัวแท่นยึดแผ่นป้ายออกแบบให้เป็นบังโคลนล้อหลังรับกับขนาดยาง 240 มม. เสริมความงามด้วยชุดไฟส่องป้ายทะเบียนแบบ LED |
| การแฮนด์ลิ่งที่ง่ายดายด้วยช่วงแฮนด์กว้าง ทำให้การขับขี่ใช้งานในเมืองมีความคล่องตัวสูง รวมกับศูนย์ถ่วงที่ต่ำ เมื่อปรับโหมดการขับขี่เป็น Urban ด้วยแ้ล้วจะช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจมากยิ่งขึ้นยามฝ่าการจารจรติดขัด | |
| มุมมองจากด้านข้าง ระยะออฟเซ็ทของแฮนด์ - เบาะนั่ง และพักเท้า ทำให้ผู้ขับขี่อยู่ในท่าทางที่สบายและสง่างามที่สุด | ระยะพักเท้าใกล้เคียงกับรถเอนกประสงค์อย่าง Monster ซิ่งทำให้ท่าขับขี่กระชับกว่ารถสไตล์ครุยเซอร์อื่นๆ |
| แม้ผู้ขับขี่จะร่างกายไม่ใหญ่โตแต่ก็สามารถจับวีกริ๊ปได้อย่างสบายไร้กังวล พร้อมสำหรับเส้นทางข้างหน้า | |
โหมดการขับขี่ Riding Modes
เป็นนวัตกรรมล่าสุดของ Ducati ที่มีการนำโหมดการขับขี่มาให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความเหมาะสมโดยเลื่อกได้ง่ายดายผ่านสวิชต์ควบคุมที่แฮนด์ซ้าย โหมดการขับขี่ยังเป็นตัวประสานการทำงานกับระบบอื่นๆอย่าง RbWและ DTC โดยระบบ RbW เป็นชุดแผนผังการทำงานรวมของระบบโดยรับข้อมูลจากระดับการเปิดปิดคันเร่งของผู้ขับขี่ ส่วนระบบ DTC จะมีระดับการทำงานทั้งหมด 8 ระดับเน้นการทำงานเพื่อป้องกันล้อหลังสไลด์จากการเปิดคันเร่งอย่างรุนแรง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับการตอบสนองทั้ง RbW และ DTC ได้ทั้ง 3 โหมดการขับขี่ และบันทึกค่าต่างๆเป็นค่าส่วนตัวตามความต้องการได้ ตัวเลือกโหมดการขับขี่มี 3 ทางเลือกต่อไปนี้
โหมด Sport
โหมด Sport เครื่องยนต์จะตอบสนองกำลังสูงสุดด้วยกำลังขนาด 162 แรงม้าผู้ขับขี่จะได้อารมณ์ของการเปิดสุดคันเร่งให้ความรู้สึกตอบสนองของพลังจากเครื่องยนต์ Testastretta 11° อย่างเต็มที่ ในโหมดนี้ระบบ DTC เพื่อป้องกันล้อหลังหมุนฟรีจะทำงานเพียงในระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่ากำหนดเรื่องการยึดเกาะถนนของยางหลัง
โหมด Touring
ในโหมดการเดินทางไกลนี้เครื่องยนต์จะตอบสนองต่อคันเร่งด้วยกำลังสูงสุดที่ 162 แรงม้าเช่นกันกับโหมด Sport แต่ให้ฟิลลิ่งของการขับขี่ที่นุ่มนวลกว่า-ไหลลื่นและให้ความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่ ตัวระบบ DTC จะปรับการทำงานไปที่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ให้ความปลอดภัยแต่ยังคงอารมณ์สนุกจากการเดินทางไกลได้ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย
โหมด Urban
เป็นโหมดสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันเช่นการขับขี่ในเมือง หรือที่มีการจราจรพลุกพล่าน ซึ่งเน้นการขับขี่ที่คล่องตัวกำลังเครื่องยนต์ตอบสนองสมดุลด้วยแรงม้า 100 แรงม้า พร้อมกับระบบ DTC ที่เพิ่มระดับความปลอดภัยเป็นระดับ 5 รองรับการขับขี่แบบ หยุดๆ-วิ่งๆ ในตัวเมืองต่างๆ ได้ดี
Ducati Traction Control (DTC)
ระบบDucati Traction Control หรือDTCเป็นระบบสมองกลที่ฉลาดสุด ๆโดยจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวกลั่นกรองระหว่างอัตราการเปิดคันเร่งของผู้ขับขี่และอัตราการตอบสนองของล้อหลังภายในเวลาเสี้ยววินาที ตัวระบบจะทำงานโดยการตรวจจับการหมุนของล้อ และตัดกำลังเครื่องยนต์หากกำลังที่ส่งผ่านไปยังลัอหลังนั้นเกินค่ากำหนดเรื่องการยึดเกาะของยางที่ตั้งระดับไว้ 8 ระดับซึ่งแต่ละระดับมี "ความไว" ในการตรวจจับการหมุนของล้อแตกต่างกันเช่นในโหมด Sport ระดับ DTC จะอยู่ที่ระดับ 1 อันเป็นระดับที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถรับรู้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดของยางในจังหวะที่เริ่มสไลด์ ส่วนระดับ 8 สูงสุดนั้นจะเน้นที่ความปลอดภัยเป็นหลักในทุกการขับขี่เช่นการขับขี่ในเมืองหรือในถนนที่เปียกลื่น ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับตามระดับทักษะการขับขี่ของตัวเองได้ทั้ง 3 โหมด และยังสามารถเลือกปรับค่าได้ตามความต้องการนอกเหนือจากค่าปกติของโรงงาน ทั้งยังสามารถคืนค่าของโรงงานได้โดย ไปที่เมนู A เลือก ตัวเลือก "Default" ค่ามาตรฐานของโรงงานจะถูกเรียกกลับมา

Diavel เวอร์ชั่น Carbon
น้ำหนักรถจะอยู่ที่ 207 กก. การดีไซน์เป็นการผสมผสานชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์กับแนวคิดการออกแบบดั้งเดิมของ Diavelชิ้นส่วนติดรถหลายชิ้นถูกปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุน้ำหนักเบาพร้อมลวดลาย ให้อารมณ์ Sport และ Style ของ Diavelแท้ๆ อย่างลงตัว Diavelเวอร์ชั่นRed Carbon - ใช้ล้อ Forged Aluminum น้ำหนักเบากว่าปกติ 2.5 กิโลกรัม -ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์กับชุดครอบถังน้ำมัน ครอบเบาะท้าย บังโคลนหน้า - โช๊คอัพหน้า Mazocchiเคลือบสารลดแรงเสียดทาน - สีดำ เข้าชุดกับคาร์บอนไฟเบอร์บนตัวรถ - จานดิกส์สีดำผิวโลหะสไตล์งานมิลลิ่งน้ำหนักเบา

Diavel เวอร์ชั่น AMG Specail Edition
ในรุ่นท๊อปสุดของตระกูล Diavel รุ่นที่เป็นการประสานงานดีไซน์ร่วมกันระหว่าง Ducati และ AMG ผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งชั้นนำของโลก ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับรถยนต์ Mercedes Benz การร่วมมือกันระหว่าง Ducati กับ AMG ทำให้ Diavel AMG ออกมาเป็น Version งานศิลปะอันน่าประทับใจในการผสมผสานสไตล์การออกแบบซึ่งกันและกันอย่างลงตัวด้วยสีสันโทน Diamond White Bright กับเฟรมสีขาว ตัววัสดุและอุปกรณ์ใน Diavel AMG นี้ใช้พื้นฐานของเวอร์ชั่น Diavel Carbon โดยจะโดดเด่นจากล้อเอกลักษณ์ของ AMG แบบ 5 ก้าน, ชุดคาร์บอนไฟเบอร์-อลูมิเนี่ยมครอบแผงหม้อน้ำ, ท่อไอเสีย AMG พร้อมแผงกันความร้อนคาร์บอนไฟเบอร์, เบาะนั่งลอนลูกคลื่นด้วยผ้าหุ้มเบาะแบบ Alcantara®., เครื่องยนต์มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโดยปรับปรุงองศาแคมชาร์ฟโดยเป็นงานสร้างและปรับปรุงด้วยทีมเมคนานิคของ AMG โดยพวกเขามีปรัชญาในการทำงานที่เรียกว่า One-Man-One-Machine นั้นคือทีมแมคคานิคจะทำงานด้วยขั้นตอนที่เป็นเอกลักษณ์คือการมีแมคนิค1 คนจะทำงานกับรถ 1 คันตั้งแต่ต้นกระบวนการจนจบการทำงาน เป็นการทำงานจากประสบการณ์ของแมคคานิคแต่ละค้น และรถทุกคนก็จะจารึกชื่อเมคนิคที่ดูแลรถคันนั้นเอาไว้ที่ด้านซ้ายของตัวเคส และรถทุกคันในเวอร์ชั่นนี้จะมีหลายเลขเฉพาะเรียงลำดับประดับอยู่บนถังน้ำมัน
คลิกที่นี้เพื่อดูรายละเอียดทางเทคนิค
หากสนใจ DUCATI Diavel คุณสามารถเยี่ยมชมตัวเป็นๆ ได้แล้่ววันนี้ที่โชว์รูมของ Ducati ใกล้บ้านท่าน
ข้อมูลเพิ่มเติมดู : Diavel Website
Download :Owner's Manual
| ข้อมูลเพิ่มเติม * | Owner's Manual | Website |
| เครื่องยนต์ | L-Twin 2 สูบ , 4 วาล์ว/สูบ ระบบขับวาล์วแบบ Desmodromic ระบายความร้อนด้วยน้ำ |
| ความจุกระบอกสูบรวม | 1,198 cc. |
| กระบอกสูบ x ช่วงชัก | 106 x 67.9 mm |
| อัตราส่วนกำลัีงอัด | 11.5.0 ต่อ 1 |
| แรงม้า (วัตต์/ HP) | 119 กิโลวัตต์ / 162 แรงม้า ที่ 9,500 rpm. |
| แรงบิด | 13 กก.-ม ที่ 8,000 rpm. |
| ระบบจ่ายเชื้อเพลิง | หัวฉีดอิเล็คทรอนิค ของ Mitsubishi ขนาดทางเดินไอดี 56 mm |
| ท่อไอเสีย | แบบ 2-1-2 พร้อมระบบกรองไอเสีย ปลายท่อไอเสีย 2 ชุดทำสเตนเลส |
| มาตราฐานไอเสีย | EURO 3 |
| เกียร์ | 6 ระดับ |
| อัตราทดเกียร์ | 1= 15/37 |
| อัตราทดขั้นต้น | 33/61 |
| อัตราทดขั้นสุดท้าย | สเตอร์หน้า 15/ หลัง 43 |
| โซ่ขับเคลื่อน | ขนาด 525 จำนวน 97+1 ข้อ (DID HV2 525) |
| คลัตช์ต์ | แบบเปียกหลายแผ่นซ้อน APTC ควบคุมด้วย hydraulic |
| เฟรมหลัก | Tubular Steel Trellis + อลูมิเนี่ยมซับเฟรมหลัง |
| มุมแรค/ระยะเทรล | 28°/130mm |
| องศาบังคับเลี้ยวด้านละ | 34° |
| ระบบกันสะเทือนหน้า | แบบ USD ขนาดแกน ขนาด 50mm ระยะยุบตัว 120 mm ปรับตั้งได้อิสระ |
| ระบบกันสะเทือนหลัง | กระเดื่องทดแรง+ช๊อคอัพเดี่ยว ปรับความแข็งสปริง Preload และ Rebound ได้ด้วย Remote ระยะยุบตัว 120 mm สวิงอาร์มแบบแขนเดียวทำจาอะลูมิเนียม |
| ล้อหน้า / ยางหน้า | วงล้ออัลลอยด์ 14 ก้าน ขนาด 17 x 3.50 inc. / 120/70 ZR-17 |
| ล้อหลัง / ยางหลัง | วงล้ออัลลอยด์ 14 ก้าน ขนาด 17 x 8.00 inc. / 240/45 ZR17 |
| ระบบเบรกหน้า | ทวิน-โฟล์ทติ้งดิสก์ขนาด 320 mm แม่ปั๊ม 4 ลูกสูบ (Brambo- เรเดียล-เมาท์ ) |
| ระบบเบรกหลัง | ซิงเกิ้ลดิสก์ขนาด 265 mm แม่ปั๊ม 2 ลูกสูบ |
| ยาว x สูง x กว้าง | 2,235 mm x 1,192 mm x 860 mm |
| เบาะนั่งสูง | 770 mm |
| ห่างจากพื้น | 139 mm |
| ระยะฐานล้อ | 1,580 mm |
| ความจุถังน้ำมัน | 17 Lite ( รวมสำรอง 4 Lite ) |
| น้ำหนักเปล่า | 210 kg. ( ไม่รวมแบ็ตเตอร์รี่และของเหลวภายในเครื่องยนต์) |
| หัวเทียน | NGK MAR 10A-J |
| ค่าอ๊อกเทนน้ำเชื่อเพลิง | 95 |